วอลเลย์บอล
ประวัติวอลเลย์บอลในประเทศไทย
วอลเลย์บอลได้แพร่หลายเข้ามาในไทย ตั้งแต่เมื่อใดไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัด เพียงแต่ทราบกันว่าในระยะแรกๆ เป็นที่นิยมเล่นกันในหมู่ชาวจีนและชาวญวนมาก จนกระทั่งมีการแข่งขันระหว่างคณะ ชุมชน สโมสร และสมาคมขึ้น บางครั้งติดต่อแข่งขันกันไปในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และมีการแข่งขันชิงถ้วยทองคำทางภาคใต้
ปี พ.ศ. 2477 กรมพลศึกษาได้จัดพิมพ์กติกาวอลเลย์บอลขึ้น โดยอาจารย์นพคุณ พงษ์สุวรรณ เป็นผู้แปล และท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญในกีฬาวอลเลย์บอลเป็นอย่างยิ่ง จึงได้รับเชิญเป็นผู้บรรยายเกี่ยวกับเทคนิควิธีการเล่น ตลอดจนกติกาการแข่งขันวอลเลย์บอล แก่บรรดาครูพลศึกษาทั่วประเทศในโอกาสที่กระทรวงศึกษาได้เปิดอบรมขึ้น
ใน ปีนี้เองกรมพลศึกษาได้จัดให้มีการแข่งขันกีฬาประจำปีขึ้น และบรรจุกีฬาวอลเลย์บอลหญิงเข้าไว้ในรายการแข่งขันเป็นครั้งแรก พร้อมทั้งในหลักสูตรของโรงเรียนพลศึกษากลางได้กำหนดวิชาบังคับให้นักเรียน หญิงเรียนวิชาวอลเลย์บอลและเนตบอล สมัยนั้นมี น.อ.หลวงสุภชลาศัย ร.น. ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมพลศึกษา
จนกระทั่งปี พ.ศ. 2500 ได้มีการจัดตั้ง "สมาคมวอลเลย์บอลสมัครเล่นแห่งประเทศไทย" (Amature Volleyball Association of Thailand) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและเผยแพร่กีฬาวอลเลย์บอลให้เจริญรุดหน้า และดำเนินการจัดการแข่งขันวอลเลย์บอลในระบบ 6 คน มีหน่วยราชการอื่นๆ จัดการแข่งขันประจำปี เช่น กรมพลศึกษา กรมการคณะกรรมการกีฬามหาวิทยาลัย เทศบาลนครกรุงเทพฯ สภากีฬาทหาร ตลอดจนการแข่งขันกีฬาเขตแห่งประเทศไทย ได้มีการจัดแข่งขันทั้งประเภททีมชายและทีมหญิงประจำปีทุกปี
วอลเลย์บอลได้แพร่หลายเข้ามาในไทย ตั้งแต่เมื่อใดไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัด เพียงแต่ทราบกันว่าในระยะแรกๆ เป็นที่นิยมเล่นกันในหมู่ชาวจีนและชาวญวนมาก จนกระทั่งมีการแข่งขันระหว่างคณะ ชุมชน สโมสร และสมาคมขึ้น บางครั้งติดต่อแข่งขันกันไปในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และมีการแข่งขันชิงถ้วยทองคำทางภาคใต้
ปี พ.ศ. 2477 กรมพลศึกษาได้จัดพิมพ์กติกาวอลเลย์บอลขึ้น โดยอาจารย์นพคุณ พงษ์สุวรรณ เป็นผู้แปล และท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญในกีฬาวอลเลย์บอลเป็นอย่างยิ่ง จึงได้รับเชิญเป็นผู้บรรยายเกี่ยวกับเทคนิควิธีการเล่น ตลอดจนกติกาการแข่งขันวอลเลย์บอล แก่บรรดาครูพลศึกษาทั่วประเทศในโอกาสที่กระทรวงศึกษาได้เปิดอบรมขึ้น
ใน ปีนี้เองกรมพลศึกษาได้จัดให้มีการแข่งขันกีฬาประจำปีขึ้น และบรรจุกีฬาวอลเลย์บอลหญิงเข้าไว้ในรายการแข่งขันเป็นครั้งแรก พร้อมทั้งในหลักสูตรของโรงเรียนพลศึกษากลางได้กำหนดวิชาบังคับให้นักเรียน หญิงเรียนวิชาวอลเลย์บอลและเนตบอล สมัยนั้นมี น.อ.หลวงสุภชลาศัย ร.น. ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมพลศึกษา
จนกระทั่งปี พ.ศ. 2500 ได้มีการจัดตั้ง "สมาคมวอลเลย์บอลสมัครเล่นแห่งประเทศไทย" (Amature Volleyball Association of Thailand) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและเผยแพร่กีฬาวอลเลย์บอลให้เจริญรุดหน้า และดำเนินการจัดการแข่งขันวอลเลย์บอลในระบบ 6 คน มีหน่วยราชการอื่นๆ จัดการแข่งขันประจำปี เช่น กรมพลศึกษา กรมการคณะกรรมการกีฬามหาวิทยาลัย เทศบาลนครกรุงเทพฯ สภากีฬาทหาร ตลอดจนการแข่งขันกีฬาเขตแห่งประเทศไทย ได้มีการจัดแข่งขันทั้งประเภททีมชายและทีมหญิงประจำปีทุกปี
ประวัติกีฬาวอลเลย์บอล
กีฬาวอลเลย์บอลเริ่มขึ้นเมื่อ ปี ค.ศ. 1895 โดยนายวิลเลี่ยม จี มอร์แกน (Wiliam G. Morgan) ผู้อำนวยการฝ่ายพลศึกษาของสมาคม วาย. เอ็ม. ซี. เอ (Young Mem's Christian Association) เมืองฮอนโยค (Holyoke) มลรัฐแมสซานชูเซตส์ (Massachusetts) ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นผู้คิดเกมการเล่นขึ้นมา เนื่องจาก ฤดูหนาวหิมะตกลงมา ผู้คนทั่วไป ไม่สามารถเล่นกีฬากลางแจ้งได้ เขาได้พยายามคิดดัดแปลงกิจกรรมต่างๆ เพื่อใช้เป็น กิจกรรมที่ พักผ่อนหย่อนใจ หรือผ่อนคลายความตึงเครียด ขณะที่เขาดูการแข่งขันเทนนิส ได้เกิดแนวคิดที่จะนำลักษณะ และวิธีการเล่น ของ เทนนิสมาดัดแปลงใช้ในการเล่น จึงใช้ตาข่ายเทนนิสขึงระหว่างเสาโรงยิมเนเซียม สูงจากพื้น 6 ฟุต 6 นิ้ว ใช้ยางในลูกบาสเกตบอล สูบลมแล้วใช้มือและแขนตีโต้ข้ามตาข่ายกันไปมา แต่เนื่องจากยางในลูกบาสเกตบอลเบา ทำให้ลูกบาสเกตบอลใหญ่หนัก และแข็ง เกินไป ทำให้มือของผู้เล่นได้รับบาดเจ็บ ในที่สุดเขาจึงให้บริษัท A.G. Spalding and Brother Company ผลิตลูกบอลที่หุ้ม ด้วย หนังและบุด้วยยาง มีเส้นรอบวง 25-27 นิ้ว หนัก 9-12 ออนซ์ หลังจากทดลองเล่นแล้ว เขาจึงตั้งชื่อเกมการเล่นนี้ว่า "MINTO NETTE' ปี ค.ศ. 1986 มีการประชุมสัมมนาผู้นำทางพลศึกษาที่มหาวิทยาลัยสปริงฟิลด์ (Springfield college) นายวิลเลี่ยม จี มอร์แกน ได้สาธิตวิธีการเล่นต่อหน้าที่ประชุม ซึ่งศาสตราจารย์อัลเฟรต ที เฮลสเตด (Alfred T. Helstead) ได้เสนอแนะ ให้ มอร์แกน เปลี่ยนจากมินโตเนต เป็น "วอลเล่ย์บอล" Volleyball โดยให้ความเห็นว่า เป็นวิธีการเล่นที่ ตีโต้ลูกบอล ให้ลอยข้าม ตาข่าย ไปมาในอากาศ โดยผู้เล่นพยายามไม่ให้ลูกตกลงพื้น ต่อมา กีฬาวอลเล่ย์บอลได้แพร่หลายและเป็นที่นิยมเล่นกันมาก ในหมู่ประชาชน ชาวอเมริกันอย่างมาก เพราะเป็นเกมที่เล่นง่ายสามารถเล่นได้ตามชายทุ่งชายหาด และตาม ค่ายพักแรมทั่วไป เจษฏา เจียระไน (2533:13-15)ได้กว่าวว่าแคนาดา เป็นประเทศแรกที่ยอมรับกีฬาชนิดน ี้เข้าสู่ความนิยม ของหมู่ประชากรแต่นั้นมา กีฬา วอลเลย์บอล ได้แพร่หลายการเล่นไปเกือบทั่วโลก โดยผ่านสมาคม Y.M.C.A. ในแต่ละประเทศ ในปีค.ศ. 1905 มีการเริ่ม เล่นกีฬา วอลเลย์บอลเป็นครั้งแรกในประเทศคิวบา ปี ค.ศ. 1909 เริ่มเล่นกันในประเทศเปอร์โตริโก ปี ค.ศ. 1910 เริ่มเล่นกัน บนเกาะ ฟิลิปปินส์ ปีค.ศ. 1912 เริ่มเล่นกันที่ประเทศอุรุกวัย และประเทศญี่ปุ่น และจีนเริ่มเล่นเมื่อ ค.ศ. 1913 สำหรับในทวีปยุโรป เริ่มรู้จัก และ มีการเล่นกีฬาวอลเลย์บอลกัน โดยกองทัพทหารอเมริกาที่มาร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 นำเข้ามาเผยแพร่ กีฬาวอลเลย์บอล ได้รับความนิยมและแพร่ขยายเข้าไปในประเทศต่างๆ ทั่วยุโรป เช่น ฝรั่งเศส เชคโกสโลวะเกีย โปร์แลนด ์ และสหภาพโซเวียต กฎเกณฑ์ กติกาการเล่นได้เปลี่ยนแปลงไปในส่วนต่างๆ และตามความนิยม ของแต่ละประเทศทั่วโลก จนกระทั่งเมื่อ การแข่งขัน กีฬาโอลิมปิคในปี ค.ศ. 1963 ก็ได้มีการพยายามจัดตั้งสมาพันธ์ วอลเลย์บอลระหว่างประเทศ (International Volley Federation) ขึ้นแต่ความพยายามนี้ต้องล้มเหลวลง ด้วยสาเหตุและปัจจัยนานาประการ
กีฬาวอลเลย์บอลเริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ความพยายามที่จะจัดตั้งสมาพันธ์วอลเลย์บอลระหว่างประเทศ ก็ได้เริ่มขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในปี ค.ศ. 1947 และความพยายามครั้งนี้ก็ประสบผลสำเร็จได้มีการจัดตั้ง สมาพันธ์วอลเลย์บอลระหว่างประเทศขึ้นโดยมีประเทศผู้ริเริ่มเป็นหลักคือฝรั่งเศส สหภาพโซเวียต โปร์แลนด์ ยูโกสลาเวีย และเชคโกสโลวะเกีย รวมทั้งประเทศที่สนับสนุนอีก 14 ประเทศ ปัจจุบันนี้ สมาพันธ์วอลเลย์บอล ระหว่างประเทศ มีสมาชิกทั่วโลกถึง 121 ประเทศ สมาพันธ์วอลเลย์บอลระหว่างประเทศมีชื่อย่อว่า I.V.B.F. ตั้งแต่ที่สมาพันธ์วอลเลย์บอล ระหว่าง ประเทศได้ก่อตั้ง เป็น ตัวเป็นตนขึ้นมา ก็ได้ทำการปรับปรุงและสร้างสรรค์กีฬาวอลเลย์บอลให้เป็นที่นิยมมากขึ้น โดยการกำหนด กฎเกณฑ์ และกติกาต่างๆ ที่กระจัดกระจายอยู่ ให้เป็นมาตรฐานในการนำไปใช้ได้ทั่วไปเหมือนกันหมด รวมทั้งจัดให้มี การแข่งขัน กีฬาวอลเลย์บอลระหว่าง ประเทศต่าง ๆ ด้วย โดยสมาพันธ์ได้จัดให้มีการแข่งขันวอลเลย์บอลชิงชนะเลิศของโลกเป็นครั้งแรก ในปี ค.ศ. 1949 ที่กรุงปราก (Prague) ประเทศเชคโกสโลวะเกีย ซึ่งมีประเทศต่าง ๆ ส่งทีมเข้าร่วมการแข่งขัน 10 ประเทศ และจัด การแข่งขันวอลเลย์บอล ชิงชนะเลิศแห่งทวีปยุโรป ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1948 ที่กรุงโรม ซึ่งมีทีมเข้าแข่งขันครั้งนี้ จำนวน 6 ทีม กีฬาวอลเลย์บอลแห่ง ประเทศไทย กีฬาวอลเลย์บอลแพร่หลายเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่เมื่อใดไม่ปรากฏ ไม่มีหลักฐาน ปรากฏ แน่นนอน สันนิษฐาน กันว่ากีฬาประเภทนี้เป็นที่นิยมเล่นกันในหมู่คนไทยบางกลุ่ม ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมีการจัด การแข่งขัน กันเองระหว่าง หมู่คณะ สโมสรและสมาคมเป็นประจำตามภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2477 อันเป็นช่วงเวลาหลัง สงคราม โลกสงบลง
กรมพลศึกษาได้จัดให้มีการแข่งขันวอลเลย์บอลระหว่างนักเรียนและระหว่างประชาชนขึ้นเป็นประจำทุกปี มาจนถึงปัจจุบัน รวมทั้งได้จัดพิมพ์กติกาการแข่งขันขึ้นในตอนนั้นด้วย โดยผู้ที่มีความรู้และเชี่ยวชาญทางด้านนี้ คือ อาจารย์นพคุณ พงษ์สุวรรณ เป็นผู้แปลจากต้นฉบับจริงใช้ในการอบรมครูพลศึกษาทั่วประเทศ วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2500 คณะบุคคลสำคัญ 7 ท่าน โดยมีพลโทสุรจิต จารเศรณี เป็นหัวหน้าในการขอจัดตั้งสมาคมวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทยขึ้น และได้รับอนุมัติ ในการจัดตั้ง เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2502 โดยมีวัตถุประสงค์ในการก่อตั้งดังนี้
1. เพื่อส่งเสริมการเล่นวอลเลย์บอลในประเทศไทย กีฬาวอลเลย์บอลเริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ความพยายามที่จะจัดตั้งสมาพันธ์วอลเลย์บอลระหว่างประเทศ ก็ได้เริ่มขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในปี ค.ศ. 1947 และความพยายามครั้งนี้ก็ประสบผลสำเร็จได้มีการจัดตั้ง สมาพันธ์วอลเลย์บอลระหว่างประเทศขึ้นโดยมีประเทศผู้ริเริ่มเป็นหลักคือฝรั่งเศส สหภาพโซเวียต โปร์แลนด์ ยูโกสลาเวีย และเชคโกสโลวะเกีย รวมทั้งประเทศที่สนับสนุนอีก 14 ประเทศ ปัจจุบันนี้ สมาพันธ์วอลเลย์บอล ระหว่างประเทศ มีสมาชิกทั่วโลกถึง 121 ประเทศ สมาพันธ์วอลเลย์บอลระหว่างประเทศมีชื่อย่อว่า I.V.B.F. ตั้งแต่ที่สมาพันธ์วอลเลย์บอล ระหว่าง ประเทศได้ก่อตั้ง เป็น ตัวเป็นตนขึ้นมา ก็ได้ทำการปรับปรุงและสร้างสรรค์กีฬาวอลเลย์บอลให้เป็นที่นิยมมากขึ้น โดยการกำหนด กฎเกณฑ์ และกติกาต่างๆ ที่กระจัดกระจายอยู่ ให้เป็นมาตรฐานในการนำไปใช้ได้ทั่วไปเหมือนกันหมด รวมทั้งจัดให้มี การแข่งขัน กีฬาวอลเลย์บอลระหว่าง ประเทศต่าง ๆ ด้วย โดยสมาพันธ์ได้จัดให้มีการแข่งขันวอลเลย์บอลชิงชนะเลิศของโลกเป็นครั้งแรก ในปี ค.ศ. 1949 ที่กรุงปราก (Prague) ประเทศเชคโกสโลวะเกีย ซึ่งมีประเทศต่าง ๆ ส่งทีมเข้าร่วมการแข่งขัน 10 ประเทศ และจัด การแข่งขันวอลเลย์บอล ชิงชนะเลิศแห่งทวีปยุโรป ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1948 ที่กรุงโรม ซึ่งมีทีมเข้าแข่งขันครั้งนี้ จำนวน 6 ทีม กีฬาวอลเลย์บอลแห่ง ประเทศไทย กีฬาวอลเลย์บอลแพร่หลายเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่เมื่อใดไม่ปรากฏ ไม่มีหลักฐาน ปรากฏ แน่นนอน สันนิษฐาน กันว่ากีฬาประเภทนี้เป็นที่นิยมเล่นกันในหมู่คนไทยบางกลุ่ม ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมีการจัด การแข่งขัน กันเองระหว่าง หมู่คณะ สโมสรและสมาคมเป็นประจำตามภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2477 อันเป็นช่วงเวลาหลัง สงคราม โลกสงบลง
กรมพลศึกษาได้จัดให้มีการแข่งขันวอลเลย์บอลระหว่างนักเรียนและระหว่างประชาชนขึ้นเป็นประจำทุกปี มาจนถึงปัจจุบัน รวมทั้งได้จัดพิมพ์กติกาการแข่งขันขึ้นในตอนนั้นด้วย โดยผู้ที่มีความรู้และเชี่ยวชาญทางด้านนี้ คือ อาจารย์นพคุณ พงษ์สุวรรณ เป็นผู้แปลจากต้นฉบับจริงใช้ในการอบรมครูพลศึกษาทั่วประเทศ วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2500 คณะบุคคลสำคัญ 7 ท่าน โดยมีพลโทสุรจิต จารเศรณี เป็นหัวหน้าในการขอจัดตั้งสมาคมวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทยขึ้น และได้รับอนุมัติ ในการจัดตั้ง เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2502 โดยมีวัตถุประสงค์ในการก่อตั้งดังนี้
2. เพื่อจัดการแข่งขันวอลเลย์บอลในประเทศไทย
3. เพื่อจัดการแข่งขันวอลเลย์บอลระหว่างประเทศ
4. เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันวอลเลย์บอลระหว่างประเทศ
5. จะไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองโดยมี พลโทสุรจิต จารเศรณี เป็นนายกสมาคมคนแรก
มารยาทที่ดีของผู้เล่น-ผู้ดูกีฬาวอลเลย์บอล
มารยาทที่ดีของผู้เล่นกีฬาวอลเลย์บอล
การเล่นกีฬาทุกชนิดมีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาร่างกาย จิตใจ และคุณภาพชีวิตให้เจริญเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเล่นกีฬาจะช่วยให้ได้รับความสนุกสนานเพลิดเพลิน ลดความตึงเครียด เป็นการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ กีฬาวอลเลย์บอลก็มีจุดประสงค์เช่นเดียวกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้เล่นจะพบความสำเร็จตามจุดมุ่งหมายได้ ก็ควรจะต้องมีมารยาทในการเล่นกีฬาวอลเลย์บอลที่ดี ดังต่อไปนี้
1. แต่งกายให้เหมาะสม และใส่เครื่องแบบชุดกีฬาของทีมตนให้ถูกต้อง เมื่อเข้าร่วมการแข่งขัน
2. เล่นและปฏิบัติตนตามกติกาอย่างเคร่งครัด
3. เล่นอย่างมีมารยาทต่อผู้เล่นทุกคนและทุกฝ่าย
4. ให้เกียรติต่อผู้เล่นฝ่ายตรงกันข้าม
5. ให้เกียรติต่อผู้ชมตลอดจนเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย
6. ไม่แสดงกิริยาที่ไม่สุภาพ และพูดจาโต้เถียง ก้าวร้าวต่อผู้อื่น
7. ใจคอหนักแน่น อดทนอดกลั้น รู้จักควบคุมอารมณ์เมื่อเกิดโทสะได้
8. ผู้เล่นต้องยอมรับ และเคารพคำตัดสินของผู้ตัดสิน
9. ผู้เล่นต้องเชื่อฟัง เคารพคำสั่งของหัวหน้าทีม และผู้ฝึกสอน
10. ปฏิบัติหน้าที่อย่างดีที่สุดเต็มความสามารถของตน
11. เมื่อชนะก็ไม่ควรดีใจจนเกินไป และไม่ทับถม เยาะเย้ยฝ่ายที่แพ้
12. เมื่อแพ้ก็ไม่เสียใจจนเกินไป ค้นหาจุดด้อยของตนเอง และปรับปรุงพัฒนาตนเองให้ดียิ่งขึ้น
13. รู้จักให้อภัย ไม่ติเตียนกล่าวโทษเพื่อนร่วมทีม และถึงแม้เพื่อนร่วมทีมจะทำผิดพลาดก็ไม่ควรแสดงอาการไม่พอใจ
14. ไม่สร้างความเดือดร้อน รำคาญใจให้กับผู้อื่น
1. แต่งกายให้เหมาะสม และใส่เครื่องแบบชุดกีฬาของทีมตนให้ถูกต้อง เมื่อเข้าร่วมการแข่งขัน
2. เล่นและปฏิบัติตนตามกติกาอย่างเคร่งครัด
3. เล่นอย่างมีมารยาทต่อผู้เล่นทุกคนและทุกฝ่าย
4. ให้เกียรติต่อผู้เล่นฝ่ายตรงกันข้าม
5. ให้เกียรติต่อผู้ชมตลอดจนเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย
6. ไม่แสดงกิริยาที่ไม่สุภาพ และพูดจาโต้เถียง ก้าวร้าวต่อผู้อื่น
7. ใจคอหนักแน่น อดทนอดกลั้น รู้จักควบคุมอารมณ์เมื่อเกิดโทสะได้
8. ผู้เล่นต้องยอมรับ และเคารพคำตัดสินของผู้ตัดสิน
9. ผู้เล่นต้องเชื่อฟัง เคารพคำสั่งของหัวหน้าทีม และผู้ฝึกสอน
10. ปฏิบัติหน้าที่อย่างดีที่สุดเต็มความสามารถของตน
11. เมื่อชนะก็ไม่ควรดีใจจนเกินไป และไม่ทับถม เยาะเย้ยฝ่ายที่แพ้
12. เมื่อแพ้ก็ไม่เสียใจจนเกินไป ค้นหาจุดด้อยของตนเอง และปรับปรุงพัฒนาตนเองให้ดียิ่งขึ้น
13. รู้จักให้อภัย ไม่ติเตียนกล่าวโทษเพื่อนร่วมทีม และถึงแม้เพื่อนร่วมทีมจะทำผิดพลาดก็ไม่ควรแสดงอาการไม่พอใจ
14. ไม่สร้างความเดือดร้อน รำคาญใจให้กับผู้อื่น
มารยาทที่ดีของผู้ดูกีฬาวอลเลย์บอล
ผู้ดูกีฬาถือว่าเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของกีฬาทุกประเภท ผู้ดูกีฬาช่วยให้ผู้เล่นมีกำลังใจ ช่วยให้เกมกีฬาต่าง ๆ มีความสนุกสนานมากขึ้น และมีความจำเป็นต่อการพัฒนาการกีฬาให้ก้าวหน้า ไม่ว่าจะเป็นการไปเชียร์เพื่อให้กำลังใจทีมของตน หรือไปดูเพื่อความเพลิดเพลินของตนและหมู่คณะ ผู้ดูที่ดีก็ควรจะต้องปฏิบัติตนอย่างเหมาะสม เพราะพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมนอกจากจะส่งผลเสียต่อตนเอง สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ดูกีฬาคนอื่น ยังทำให้เสียอรรถรสในการชมกีฬาของทั้งตนเองและผู้อื่นอีกด้วย โดยมารยาทที่ดีที่ผู้ดูกีฬาวอลเลย์บอลควรมี ได้แก่
1. นั่งชมกีฬาด้วยความเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่ยืนกีดขวาง หรือเกะกะผู้อื่น
2. ไม่ส่งเสียงดังรบกวนผู้อื่น และไม่ควรส่งเสียงดังรบกวนนักกีฬา ในเวลาที่นักกีฬาต้องการสมาธิ
3. เมื่อนักกีฬาและผู้ตัดสินลงสู่สนาม ผู้ดูควรปรบมือเพื่อเป็นการให้เกียรติ
4. หากผู้เล่นเล่นได้ดี ควรปรบมือเพื่อเป็นการชมเชย และให้กำลังใจ
5. แม้ทีมที่ชนะจะไม่ใช่ทีมของตนเอง ผู้ดูที่ดีควรปรบมือเพื่อแสดงความยินดี
6. ควรปรบมือให้นักกีฬาที่ยอมรับคำตัดสินของผู้ตัดสิน
7. ควรปรบมือให้กับผู้ตัดสินด้วย เมื่อผู้ตัดสินทำการตัดสินได้ถูกต้อง
8. ปรบมือให้ผู้เล่น เมื่อผู้เล่นได้รับการประกาศชื่อ หรือได้รับรางวัล
9. ไม่แสดงกิริยาโวยวาย พูดจาหยาบคาย ก้าวร้าว
10. ไม่โยนหรือขว้างปาสิ่งของลงไปในสนามแข่ง ใส่ผู้เล่น รวมถึงผู้ตัดสินในสนาม
11. ไม่ทะเลาะวิวาทกับผู้เล่น หรือผู้ชมคนอื่น
12. ไม่ทำตนเป็นผู้ตัดสิน หรือแทรกแซงการตัดสิน รวมทั้งการทำงานของเจ้าหน้าที่
13. หากไปเป็นหมู่คณะ ควรนั่งรวมกันในกลุ่มของตนเชียร์กีฬาด้วยถ้อยคำสุภาพ ไม่เชียร์ในสิ่งที่เป็นการเสียดสีในทางไม่ดีต่อทีมใดทีมหนึ่ง
14. ช่วยเหลือ ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ กรณีเมื่อมีเหตุการณ์ที่ไม่สงบเกิดขึ้น
15. ช่วยตักเตือน ห้ามปรามเมื่อหมู่คณะของตนเองกระทำผิด
16. แต่งกายอย่างเหมาะสม ถูกกาลเทศะ
17. ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดก่อนและขณะดูกีฬา
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น